เช้าสามเย็นสี่
จางจื๊อ ปราชญ์จีนโบราณ ได้เล่านิทานสั้น ๆ เรื่องหนึ่ง> ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจปรัชญาเต๋า> นิทานเรื่องนี้ชื่อว่า "เช้าสามเย็นสี่"
>> เช้าวันหนึ่งคนฝึกลิงได้บอกกับลิงทั้งหลายว่า> "นับแต่วันนี้ไป เราจะให้ลูกเกาลัดแก่เจ้า> ตอนเช้าสามกอง ตอนบ่ายสี่กอง"
>> พวกลิงไม่พอใจที่ได้ฟังเช่นนั้น> คนเลี้ยงลิงจึงบอกว่า "ถ้าเช่นนั้น ตอนเช้าข้าจะให้เจ้าสี่กอง> ตอนบ่ายสามกอง" พูดเท่านี้ ลิงทั้งหมดก็พอใจ>> อ่านแล้วหลายคนคงอดหัวเราะลิงไม่ได้> เพราะข้อเสนอของคนเลี้ยงลิงในตอนหลัง> ไม่ได้ต่างอะไรจากตอนแรก
> ถึงอย่างไรก็ได้กินเกาลัดเจ็ดกองเท่ากัน> แต่ลิงกลับเห็นว่า"เช้าสี่เย็นสาม" นั้นเข้าท่ากว่า "เช้าสามเย็นสี่">> แต่มาพิจารณาให้ดี บ่อยครั้งคนเราก็คิดไม่ต่างจากลิงในนิทาน
>> เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เจ้าของชาเขียวชื่อดังในเมืองไทย> ได้ไปเปิดตลาดที่กัมพูชา> วิธีส่งเสริมการขายของชายี่ห้อนี้ ก็คือ> ซื้อสองขวดหรือจ่าย ๔๐ บาท แถมฟรีตุ๊กตาหนึ่งตัว
>> ปรากฏว่าขายไม่ออกเลย
>> หลังจากผ่านมาได้หนึ่งวันเขาสังเกตว่า> เวลาพิธีกรโชว์ตุ๊กตาให้ดูบนเวที> เด็ก ๆ ให้ความสนใจมากถึงกับตาเป็นแวว> เขาจึงเปลี่ยนวิธีการใหม่ คือ ซื้อตุ๊กตาหนึ่งตัว แถมชาเขียวสองขวด> ทีนี้ได้ผล คนเข้าคิวยาวเหยียด> ตุ๊กตาเกือบครึ่งหมื่นหมดไปภายในวันที่สอง
>> ทั้ง ๆ ที่จ่าย ๔๐ บาทได้ตุ๊กตาและชาเขียวสองขวดเหมือนกัน> แต่ผู้คนกลับเลือกซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว> มากกว่าซื้อชาเขียวแถมตุ๊กตา
>> อะไรทำให้ "เช้าสี่เย็นสาม" ดึงดูดใจลิง> พอ ๆ กับที่ "ซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว" ดึงดูดใจลูกค้า> คำตอบเห็นจะเป็นเพราะว่า ข้อเสนอทั้งสองนั้น> นำหน้าด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า> และตามด้วยสิ่งที่น่าสนใจน้อยกว่า>> อะไรก็ตามที่นำหน้าด้วยของชอบ> และตามด้วยของที่ชอบน้อยกว่า> มักจะได้รับความสนใจจากผู้คนมากกว่า> เวลากินก๊วยเตี๋ยว คนส่วนใหญ่จึงชอบกินลูกชิ้นก่อน> ส่วนเส้นค่อยกินทีหลัง น้อยคนที่กินเส้นก๊วยเตี๋ยวก่อน> และค่อยเก็บกวาดลูกชิ้นทีหลัง
>> จะกินลูกชิ้นก่อนหรือทีหลัง> ถ้าว่าตามหลักเหตุผลแล้ว ก็ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรนัก> เพราะในที่สุดก็ได้กินทั้งลูกชิ้นและเส้นเหมือนกัน> แต่ถ้าพูดถึงความรู้สึกแล้ว> กินลูกชิ้นก่อน ย่อมหมายถึง การได้รับความเอร็ดอร่อยก่อน> คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากรอเสพความเอร็ดอร่อยทีหลัง
>> ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาจะเลือกทำอะไรสักอย่าง> บ่อยครั้งเรามักใช้ความรู้สึกนำหน้ามากกว่าเหตุผลหรือการคิดใคร่ครวญ> จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องใหญ่> หากเราใช้ความรู้สึกนำหน้าเวลาก
ินก๊วยเตี๊ยว> ปัญหาก็คือ เรามักใช้ความรู้สึกนำหน้าในการดำเนินชีวิตด้วย>> ระหว่างสบายก่อน ลำบากทีหลัง กับลำบากก่อน สบายทีหลัง> คนจำนวนไม่น้อยเลือกสบายไว้ก่อน ส่วนลำบากนั้น ว่ากันทีหลัง> ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลามีเงินกู้ที่ได้มาง่าย ๆ> หลายคนจึงขอกู้เอาไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น> เงินที่กู้นั้นเอาไปทำอะไร> คำตอบก็คือ ซื้อสิ่งฟุ่มเฟือย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก> หรือเครื่องเสริมสร้างสถานภาพ> เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์จอแบน> เครื่องเล่นดีวีดี รถยนต์ ฯลฯ> รู้ทั้งรู้ว่าดอกเบี้ยก็ไม่น้อย> และไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้หรือไม่> แต่ภาระเหล่านั้นเป็นเรื่องอนาคต> วันนี้ถ้ากู้มาแล้วฉันสบาย มีเสพสมอยาก ก็ขอกู้มาก่อน
>> ไม่ใช่แต่เงินกู้หาง่ายเท่านั้น อบายมุขก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน รู้ทั้งรู้ว่าสูบบุหรี่> กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิงนั้นไม่ดี จะก่อปัญหาในอนาคต> แต่ผู้คนก็ยังพากันเข้าหาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งนี้ก็เพราะมันให้ความสุขเฉพาะหน้า> ส่วนโรคภัยไข้เจ็บ หนี้สิน ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ค่อยไปว่ากันทีหลังเพราะตอนนี้มันยังไม่เกิด
>> ความสุขสบายวันนี้ มักหอมหวลมีเสน่ห์กว่าความสุขสบายวันหน้า> ส่วนความทุกข์ในวันนี้ ย่อมน่ากลัวกว่าความทุกข์ในวันหน้า> ถ้าให้เลือกระหว่าง ลำบากวันนี้ กับเป็นเอดส์วันหน้า> หญิงบริการจำนวนไม่น้อยตอบว่า "กลัวอดไม่กลัวเอดส์"> สำหรับหญิงเหล่านี้ เอดส์ไม่น่ากลัว
>> ไม่ใช่เพราะว่าเธอมีวิธีป้องกันที่ได้ผล หรือรู้วิธีรักษา> แต่เป็นเพราะเชื่อว่า กว่าปัญหาจะเกิดก็อีกนาน
>> น้อยคนเลือกที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันหน้า> ลำพังการขู่เด็กว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา"> ไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เด็กขยันเรียนได้> เพราะเด็กก็เหมือนกับผู้ใหญ่> (ที่ไม่ยอมเลิกบุหรี่ แม้จะรู้ว่าทำให้เป็นมะเร็งและโรคสารพัด)> คือคิดว่า วันนี้ขอสบายก่อน> ส่วนวันหน้าจะทุกข์อย่างไรไปแก้ปัญหากันทีหลัง> ต่อเมื่อพ่อแม่หรือครูขู่เด็กว่า วันนี้เธอจะถูกลงโทษแน่
> ถ้าไม่ไปโรงเรียนหรือไม่ทำการบ้าน> ถึงตอนนั้นแหละ เด็กจึงจะเขยื้อนขยับ> เพราะความทุกข์มาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว
>> ลองมองให้ดีจะพบว่า พฤติกรรมของคนเรามักตั้งอยู่บนความคิด> (ที่นำด้วยความรู้สึก)ว่า ขอสบายไว้ก่อน> แม้ความสบายนั้น จะก่อผลเสียตามมาก็ไม่สนใจ เพราะยังอยู่อีกไกล> ผู้คนชอบกินอาหารที่เรียกว่า "อาหารขยะ" และผลไม้ที่อร่อยสีสวย> ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเต็มไปด้วยสารพิษ> ซึ่งสามารถก่อมะเร็งและโรคนานาชนิด> ใคร ๆ ก็รู้ว่า การงดอาหารเหล่านั้นจะทำให้สุขภาพดีขึ้น> ไม่เจ็บป่วยในวันข้างหน้า> แต่น้อยคนที่จะยอมยอมเลิกพฤติกรรมดังกล่าว> เพราะความเอร็ดอร่อยในวันนี้ มีน้ำหนักกว่าความทุกข์ในวันหน้า>> ในทำนองเดียวกันการยอมเหนื่อยออกกำลังกายวันนี้> จะช่วยให้ไม่มีปัญหาโรคภัยในวันหน้า> แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ชีวิตตามสบาย> นั่ง ๆ นอน ๆ มากกว่าจะไปวิ่งหรือเล่นโยคะ> แม้รู้ว่าโรคหัวใจ โรคเก๊าท์ โรคข้ออักเสบ> และเจ็บปวดนานาชนิด อาจจะมาเยือนก็ตาม> รู้ทั้งรู้ว่าโรคเหล่านี้เป็นอันตราย> เมื่อว่ากันตามเหตุผลก็เห็นได้ชัดว่า> วิถีชีวิตแบบนี้จะสร้างปัญหาในอนาคต> แต่ความรู้สึกอยากหยิบฉวยความสบายที่ใกล้มือ> มักจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา> มากกว่าเหตุผลหรือปัญญาอยู่เสมอ> พูดอีกอย่างก็คือ เรามักให้ "ความถูกใจ"> มาเป็นใหญ่เหนือ "ความถูกต้อง"
>> เมื่อมองให้ครอบคลุมถึงชีวิตทั้งกระบวน> ใคร ๆ ก็รู้ว่า ในที่สุดเราก็จะต้องตาย> พอพูดถึงความตาย เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ากลัว> และที่อาจจะน่ากลัวกว่านั้น ก็คือ> สภาพร่างกายและจิตใจก่อนจะตาย> ถ้าตายปุบปับก็คงไม่เป็นไร> แต่ส่วนใหญ่จะตายอย่างช้า ๆ ต้องเจ็บปวด> ทุกข์ทรมานนานเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าจะหมดลม> แม้รู้อย่างนี้แต่มีน้อยคนที่พยายามเตรียมตัวเตรียมใจ> เพื่อเผชิญความตายอย่างสงบ> การฝึกฝนจิตใจด้วยสมาธิภาวนา> และการพิจารณาความตาย (มรณสติ)อย่างสม่ำเสมอ> เป็นการเตรียมพร้อมอย่างหนึ่งที่ได้ผล
> แต่วิธีการดังกล่าวต้องใช้ความเพียรและความอดทน> ไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ> ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คนส่วนใหญ่เลือกที่จะสบายไว้ก่อน> มากกว่าที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันข้างหน้า> ดังนั้นจึงละเลยการฝึกจิตฝึกใจ> ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องช่วยรักษาใจในวาระสุดท้ายของชีวิต> ผลก็คือ คนส่วนใหญ่ตายอย่างทุกข์ทรมาน> แม้จะมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยเต็มที่ก็ตาม
>> เมื่อใดที่ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นใหญ่> เราก็มักเลือกเอาความสะดวกสบายหรือความสุขเฉพาะหน้าไว้ก่อน> และไม่สนใจความทุกข์ที่จะตามมาภายหลัง> บ่อยครั้งความทุกข์ที่ตามมานั้นหนักหนาสาหัส> จนไม่คุ้มค่ากับความสุขสบายเฉพาะหน้าเลย> คนที่เป็นเอดส์ เพราะเห็นแก่ความสุขชั่วแล่น> หรือคนที่ล้มละลาย ครอบครัวพังพินาศ เพราะติดเหล้าและการพนัน> เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด เป็นความจริงที่ว่า> ปัญญาหรือเหตุผล มักมีพลังน้อยกว่าความรู้สึก> ความอยากได้ความสุขเฉพาะหน้า> มักทำให้วิจารณญาณของเราบกพร่อง> มันไม่เพียงทำให้เราเลือกหนทาง> ที่ก่อทุกข์มหันต์ในภายหลังเท่านั้น> หากยังทำให้ละเลยทางเลือกที่ดีกว่าหรือให้ผลตอบแทนมากกว่า> เพียงเพราะว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นมาช้าไม่ทันใจ
>> เคยมีการสอบถามคนอเมริกันกลุ่มหนึ่งว่า> ระหว่างการได้เงิน ๑๐ เหรียญในวันนี้> กับการได้เงิน ๑๑ เหรียญในอีกเจ็ดวันถัดไป เขาจะเลือกอะไร> ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่เลือกข้อเสนออันแรก> ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อตรวจดูการทำงานของสมองของคน> ในขณะตัดสินใจ โดยให้เลือกระหว่างการได้คูปองสินค้า> มีมูลค่า ๕-๔๐ เหรียญในวันนี้> กับการรับคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ๑-๕๐% ในอีกสองอาทิตย์ถัดไป> ผู้วิจัยพบว่า คนที่เลือกเอาคูปองวันนี้เลย> จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นที่สมองส่วนที่เรียกว่าระบบลิมบิค> ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก> ส่วนคนที่ขอรับคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นภายหลัง> จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นที่เปลือกสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex)> ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดหรือใช้เหตุผล> งานวิจัยชิ้นนี้เท่ากับยืนยันว่า
> คนที่เลือกเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้า มักตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก> ขณะที่คนซึ่งใช้เหตุผลจะเลือกข้อเสนอที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า> แม้จะต้องรอก็ตาม
>> ถ้าไม่อยากให้ความรู้สึกเข้ามากำกับการตัดสินใจของเรามากเกินไป> เราจำเป็นต้องมี "สติ"ให้มากขึ้น> สติช่วยเตือนให้เรายั้งคิด> และไม่ปล่อยใจไปตามความรู้สึกเสียหมด> กล่าวอีกนัยหนึ่ง สติช่วยให้สมองส่วนหน้าเข้มแข็งปราดเปรียวขึ้น> ไม่ถูกระบบลิมบิคครอบงำง่าย ๆ> ยิ่งถ้ารู้ว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะคิดหรือตัดสินใจตามความรู้สึก> ก็จะยิ่งมีสติ มีความระมัดระวังตัวมากขึ้น> สติสามารถช่วยให้เราเอาเหตุผลหรือปัญญา> มาคะคานหรือถ่วงดุลกับความรู้สึกได้ดีขึ้น> "ความ ถูกใจ" และ "ความถูกต้อง" บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน> ถ้าไม่มีสติ ความถูกใจก็มักจะมาเป็นใหญ่> แต่ถ้ามีสติ ชีวิตก็เป็นไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น>> พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าความรู้สึกนั้นไม่ดี> ความรู้สึกบางทีก็จำเป็นมากกว่าเหตุผล> คนเราถ้าใช้เหตุผลหมด ก็คงไม่ต่างจากหุ่นยนต์> โลกนี้คงสวยสดงดงามน้อยลง> ปัญหาก็คือ เวลานี้เราเอาความรู้สึกมาเป็นใหญ่มากเกินไป> จนทำให้ชีวิตเสียสมดุล และก่อปัญหารอบตัว> ไม่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม อาชญากรรม คอร์รัปชั่น> ท้องก่อนวัยเรียน จริยธรรมเสื่อมโทรม> ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะ> เราปล่อยให้ความถูกใจมาเป็นใหญ่เหนือความถูกต้อง>> นิทานเรื่อง "เช้าสามเย็นสี่" จางจื๊อต้องการแนะ> ให้เราเอาคนเลี้ยงลิงเป็นตัวอย่าง> คนเลี้ยงลิงนั้นไม่ยึดติดกับความคิดของตนเอง> และไม่ยอมเสียเวลาไปกับการถกเถียงลิง> เพราะรู้ว่า เถียงไปก็ไม่มีประโยชน์> เพียงแค่ยักเยื้องข้อเสนอสักหน่อยก็ได้ผลแล้ว
>> แต่อันที่จริง ลิงในนิทานเรื่องนี้ ก็สอนอะไรเราได้มากมาย> จะว่าไปแล้วลิงในเรื่องนี้ก็คือ กระจกสะท้อนตัวเรานั่นเอง> ดังนั้นจึงไม่ควรผลีผลามหัวเราะเยาะลิง> เพราะนั่นจะเท่ากับหัวเราะเยาะตัวเองไปด้วย>> --> สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม
> พุทธัง สรณัง คัจฉามิ> ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ> สังฆัง สรณัง คัจฉามิ>> สรณะอื่น ไม่มี ชีวิตนี้เพื่อพระรัตนตรัย> ธรรมะสวัสดี
>> เช้าวันหนึ่งคนฝึกลิงได้บอกกับลิงทั้งหลายว่า> "นับแต่วันนี้ไป เราจะให้ลูกเกาลัดแก่เจ้า> ตอนเช้าสามกอง ตอนบ่ายสี่กอง"
>> พวกลิงไม่พอใจที่ได้ฟังเช่นนั้น> คนเลี้ยงลิงจึงบอกว่า "ถ้าเช่นนั้น ตอนเช้าข้าจะให้เจ้าสี่กอง> ตอนบ่ายสามกอง" พูดเท่านี้ ลิงทั้งหมดก็พอใจ>> อ่านแล้วหลายคนคงอดหัวเราะลิงไม่ได้> เพราะข้อเสนอของคนเลี้ยงลิงในตอนหลัง> ไม่ได้ต่างอะไรจากตอนแรก
> ถึงอย่างไรก็ได้กินเกาลัดเจ็ดกองเท่ากัน> แต่ลิงกลับเห็นว่า"เช้าสี่เย็นสาม" นั้นเข้าท่ากว่า "เช้าสามเย็นสี่">> แต่มาพิจารณาให้ดี บ่อยครั้งคนเราก็คิดไม่ต่างจากลิงในนิทาน
>> เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เจ้าของชาเขียวชื่อดังในเมืองไทย> ได้ไปเปิดตลาดที่กัมพูชา> วิธีส่งเสริมการขายของชายี่ห้อนี้ ก็คือ> ซื้อสองขวดหรือจ่าย ๔๐ บาท แถมฟรีตุ๊กตาหนึ่งตัว
>> ปรากฏว่าขายไม่ออกเลย
>> หลังจากผ่านมาได้หนึ่งวันเขาสังเกตว่า> เวลาพิธีกรโชว์ตุ๊กตาให้ดูบนเวที> เด็ก ๆ ให้ความสนใจมากถึงกับตาเป็นแวว> เขาจึงเปลี่ยนวิธีการใหม่ คือ ซื้อตุ๊กตาหนึ่งตัว แถมชาเขียวสองขวด> ทีนี้ได้ผล คนเข้าคิวยาวเหยียด> ตุ๊กตาเกือบครึ่งหมื่นหมดไปภายในวันที่สอง
>> ทั้ง ๆ ที่จ่าย ๔๐ บาทได้ตุ๊กตาและชาเขียวสองขวดเหมือนกัน> แต่ผู้คนกลับเลือกซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว> มากกว่าซื้อชาเขียวแถมตุ๊กตา
>> อะไรทำให้ "เช้าสี่เย็นสาม" ดึงดูดใจลิง> พอ ๆ กับที่ "ซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว" ดึงดูดใจลูกค้า> คำตอบเห็นจะเป็นเพราะว่า ข้อเสนอทั้งสองนั้น> นำหน้าด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า> และตามด้วยสิ่งที่น่าสนใจน้อยกว่า>> อะไรก็ตามที่นำหน้าด้วยของชอบ> และตามด้วยของที่ชอบน้อยกว่า> มักจะได้รับความสนใจจากผู้คนมากกว่า> เวลากินก๊วยเตี๋ยว คนส่วนใหญ่จึงชอบกินลูกชิ้นก่อน> ส่วนเส้นค่อยกินทีหลัง น้อยคนที่กินเส้นก๊วยเตี๋ยวก่อน> และค่อยเก็บกวาดลูกชิ้นทีหลัง
>> จะกินลูกชิ้นก่อนหรือทีหลัง> ถ้าว่าตามหลักเหตุผลแล้ว ก็ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรนัก> เพราะในที่สุดก็ได้กินทั้งลูกชิ้นและเส้นเหมือนกัน> แต่ถ้าพูดถึงความรู้สึกแล้ว> กินลูกชิ้นก่อน ย่อมหมายถึง การได้รับความเอร็ดอร่อยก่อน> คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากรอเสพความเอร็ดอร่อยทีหลัง
>> ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาจะเลือกทำอะไรสักอย่าง> บ่อยครั้งเรามักใช้ความรู้สึกนำหน้ามากกว่าเหตุผลหรือการคิดใคร่ครวญ> จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องใหญ่> หากเราใช้ความรู้สึกนำหน้าเวลาก
ินก๊วยเตี๊ยว> ปัญหาก็คือ เรามักใช้ความรู้สึกนำหน้าในการดำเนินชีวิตด้วย>> ระหว่างสบายก่อน ลำบากทีหลัง กับลำบากก่อน สบายทีหลัง> คนจำนวนไม่น้อยเลือกสบายไว้ก่อน ส่วนลำบากนั้น ว่ากันทีหลัง> ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลามีเงินกู้ที่ได้มาง่าย ๆ> หลายคนจึงขอกู้เอาไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น> เงินที่กู้นั้นเอาไปทำอะไร> คำตอบก็คือ ซื้อสิ่งฟุ่มเฟือย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก> หรือเครื่องเสริมสร้างสถานภาพ> เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์จอแบน> เครื่องเล่นดีวีดี รถยนต์ ฯลฯ> รู้ทั้งรู้ว่าดอกเบี้ยก็ไม่น้อย> และไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้หรือไม่> แต่ภาระเหล่านั้นเป็นเรื่องอนาคต> วันนี้ถ้ากู้มาแล้วฉันสบาย มีเสพสมอยาก ก็ขอกู้มาก่อน
>> ไม่ใช่แต่เงินกู้หาง่ายเท่านั้น อบายมุขก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน รู้ทั้งรู้ว่าสูบบุหรี่> กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิงนั้นไม่ดี จะก่อปัญหาในอนาคต> แต่ผู้คนก็ยังพากันเข้าหาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งนี้ก็เพราะมันให้ความสุขเฉพาะหน้า> ส่วนโรคภัยไข้เจ็บ หนี้สิน ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ค่อยไปว่ากันทีหลังเพราะตอนนี้มันยังไม่เกิด
>> ความสุขสบายวันนี้ มักหอมหวลมีเสน่ห์กว่าความสุขสบายวันหน้า> ส่วนความทุกข์ในวันนี้ ย่อมน่ากลัวกว่าความทุกข์ในวันหน้า> ถ้าให้เลือกระหว่าง ลำบากวันนี้ กับเป็นเอดส์วันหน้า> หญิงบริการจำนวนไม่น้อยตอบว่า "กลัวอดไม่กลัวเอดส์"> สำหรับหญิงเหล่านี้ เอดส์ไม่น่ากลัว
>> ไม่ใช่เพราะว่าเธอมีวิธีป้องกันที่ได้ผล หรือรู้วิธีรักษา> แต่เป็นเพราะเชื่อว่า กว่าปัญหาจะเกิดก็อีกนาน
>> น้อยคนเลือกที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันหน้า> ลำพังการขู่เด็กว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา"> ไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เด็กขยันเรียนได้> เพราะเด็กก็เหมือนกับผู้ใหญ่> (ที่ไม่ยอมเลิกบุหรี่ แม้จะรู้ว่าทำให้เป็นมะเร็งและโรคสารพัด)> คือคิดว่า วันนี้ขอสบายก่อน> ส่วนวันหน้าจะทุกข์อย่างไรไปแก้ปัญหากันทีหลัง> ต่อเมื่อพ่อแม่หรือครูขู่เด็กว่า วันนี้เธอจะถูกลงโทษแน่
> ถ้าไม่ไปโรงเรียนหรือไม่ทำการบ้าน> ถึงตอนนั้นแหละ เด็กจึงจะเขยื้อนขยับ> เพราะความทุกข์มาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว
>> ลองมองให้ดีจะพบว่า พฤติกรรมของคนเรามักตั้งอยู่บนความคิด> (ที่นำด้วยความรู้สึก)ว่า ขอสบายไว้ก่อน> แม้ความสบายนั้น จะก่อผลเสียตามมาก็ไม่สนใจ เพราะยังอยู่อีกไกล> ผู้คนชอบกินอาหารที่เรียกว่า "อาหารขยะ" และผลไม้ที่อร่อยสีสวย> ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเต็มไปด้วยสารพิษ> ซึ่งสามารถก่อมะเร็งและโรคนานาชนิด> ใคร ๆ ก็รู้ว่า การงดอาหารเหล่านั้นจะทำให้สุขภาพดีขึ้น> ไม่เจ็บป่วยในวันข้างหน้า> แต่น้อยคนที่จะยอมยอมเลิกพฤติกรรมดังกล่าว> เพราะความเอร็ดอร่อยในวันนี้ มีน้ำหนักกว่าความทุกข์ในวันหน้า>> ในทำนองเดียวกันการยอมเหนื่อยออกกำลังกายวันนี้> จะช่วยให้ไม่มีปัญหาโรคภัยในวันหน้า> แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ชีวิตตามสบาย> นั่ง ๆ นอน ๆ มากกว่าจะไปวิ่งหรือเล่นโยคะ> แม้รู้ว่าโรคหัวใจ โรคเก๊าท์ โรคข้ออักเสบ> และเจ็บปวดนานาชนิด อาจจะมาเยือนก็ตาม> รู้ทั้งรู้ว่าโรคเหล่านี้เป็นอันตราย> เมื่อว่ากันตามเหตุผลก็เห็นได้ชัดว่า> วิถีชีวิตแบบนี้จะสร้างปัญหาในอนาคต> แต่ความรู้สึกอยากหยิบฉวยความสบายที่ใกล้มือ> มักจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา> มากกว่าเหตุผลหรือปัญญาอยู่เสมอ> พูดอีกอย่างก็คือ เรามักให้ "ความถูกใจ"> มาเป็นใหญ่เหนือ "ความถูกต้อง"
>> เมื่อมองให้ครอบคลุมถึงชีวิตทั้งกระบวน> ใคร ๆ ก็รู้ว่า ในที่สุดเราก็จะต้องตาย> พอพูดถึงความตาย เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ากลัว> และที่อาจจะน่ากลัวกว่านั้น ก็คือ> สภาพร่างกายและจิตใจก่อนจะตาย> ถ้าตายปุบปับก็คงไม่เป็นไร> แต่ส่วนใหญ่จะตายอย่างช้า ๆ ต้องเจ็บปวด> ทุกข์ทรมานนานเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าจะหมดลม> แม้รู้อย่างนี้แต่มีน้อยคนที่พยายามเตรียมตัวเตรียมใจ> เพื่อเผชิญความตายอย่างสงบ> การฝึกฝนจิตใจด้วยสมาธิภาวนา> และการพิจารณาความตาย (มรณสติ)อย่างสม่ำเสมอ> เป็นการเตรียมพร้อมอย่างหนึ่งที่ได้ผล
> แต่วิธีการดังกล่าวต้องใช้ความเพียรและความอดทน> ไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ> ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คนส่วนใหญ่เลือกที่จะสบายไว้ก่อน> มากกว่าที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันข้างหน้า> ดังนั้นจึงละเลยการฝึกจิตฝึกใจ> ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องช่วยรักษาใจในวาระสุดท้ายของชีวิต> ผลก็คือ คนส่วนใหญ่ตายอย่างทุกข์ทรมาน> แม้จะมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยเต็มที่ก็ตาม
>> เมื่อใดที่ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นใหญ่> เราก็มักเลือกเอาความสะดวกสบายหรือความสุขเฉพาะหน้าไว้ก่อน> และไม่สนใจความทุกข์ที่จะตามมาภายหลัง> บ่อยครั้งความทุกข์ที่ตามมานั้นหนักหนาสาหัส> จนไม่คุ้มค่ากับความสุขสบายเฉพาะหน้าเลย> คนที่เป็นเอดส์ เพราะเห็นแก่ความสุขชั่วแล่น> หรือคนที่ล้มละลาย ครอบครัวพังพินาศ เพราะติดเหล้าและการพนัน> เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด เป็นความจริงที่ว่า> ปัญญาหรือเหตุผล มักมีพลังน้อยกว่าความรู้สึก> ความอยากได้ความสุขเฉพาะหน้า> มักทำให้วิจารณญาณของเราบกพร่อง> มันไม่เพียงทำให้เราเลือกหนทาง> ที่ก่อทุกข์มหันต์ในภายหลังเท่านั้น> หากยังทำให้ละเลยทางเลือกที่ดีกว่าหรือให้ผลตอบแทนมากกว่า> เพียงเพราะว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นมาช้าไม่ทันใจ
>> เคยมีการสอบถามคนอเมริกันกลุ่มหนึ่งว่า> ระหว่างการได้เงิน ๑๐ เหรียญในวันนี้> กับการได้เงิน ๑๑ เหรียญในอีกเจ็ดวันถัดไป เขาจะเลือกอะไร> ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่เลือกข้อเสนออันแรก> ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อตรวจดูการทำงานของสมองของคน> ในขณะตัดสินใจ โดยให้เลือกระหว่างการได้คูปองสินค้า> มีมูลค่า ๕-๔๐ เหรียญในวันนี้> กับการรับคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ๑-๕๐% ในอีกสองอาทิตย์ถัดไป> ผู้วิจัยพบว่า คนที่เลือกเอาคูปองวันนี้เลย> จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นที่สมองส่วนที่เรียกว่าระบบลิมบิค> ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก> ส่วนคนที่ขอรับคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นภายหลัง> จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นที่เปลือกสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex)> ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดหรือใช้เหตุผล> งานวิจัยชิ้นนี้เท่ากับยืนยันว่า
> คนที่เลือกเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้า มักตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก> ขณะที่คนซึ่งใช้เหตุผลจะเลือกข้อเสนอที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า> แม้จะต้องรอก็ตาม
>> ถ้าไม่อยากให้ความรู้สึกเข้ามากำกับการตัดสินใจของเรามากเกินไป> เราจำเป็นต้องมี "สติ"ให้มากขึ้น> สติช่วยเตือนให้เรายั้งคิด> และไม่ปล่อยใจไปตามความรู้สึกเสียหมด> กล่าวอีกนัยหนึ่ง สติช่วยให้สมองส่วนหน้าเข้มแข็งปราดเปรียวขึ้น> ไม่ถูกระบบลิมบิคครอบงำง่าย ๆ> ยิ่งถ้ารู้ว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะคิดหรือตัดสินใจตามความรู้สึก> ก็จะยิ่งมีสติ มีความระมัดระวังตัวมากขึ้น> สติสามารถช่วยให้เราเอาเหตุผลหรือปัญญา> มาคะคานหรือถ่วงดุลกับความรู้สึกได้ดีขึ้น> "ความ ถูกใจ" และ "ความถูกต้อง" บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน> ถ้าไม่มีสติ ความถูกใจก็มักจะมาเป็นใหญ่> แต่ถ้ามีสติ ชีวิตก็เป็นไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น>> พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าความรู้สึกนั้นไม่ดี> ความรู้สึกบางทีก็จำเป็นมากกว่าเหตุผล> คนเราถ้าใช้เหตุผลหมด ก็คงไม่ต่างจากหุ่นยนต์> โลกนี้คงสวยสดงดงามน้อยลง> ปัญหาก็คือ เวลานี้เราเอาความรู้สึกมาเป็นใหญ่มากเกินไป> จนทำให้ชีวิตเสียสมดุล และก่อปัญหารอบตัว> ไม่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม อาชญากรรม คอร์รัปชั่น> ท้องก่อนวัยเรียน จริยธรรมเสื่อมโทรม> ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะ> เราปล่อยให้ความถูกใจมาเป็นใหญ่เหนือความถูกต้อง>> นิทานเรื่อง "เช้าสามเย็นสี่" จางจื๊อต้องการแนะ> ให้เราเอาคนเลี้ยงลิงเป็นตัวอย่าง> คนเลี้ยงลิงนั้นไม่ยึดติดกับความคิดของตนเอง> และไม่ยอมเสียเวลาไปกับการถกเถียงลิง> เพราะรู้ว่า เถียงไปก็ไม่มีประโยชน์> เพียงแค่ยักเยื้องข้อเสนอสักหน่อยก็ได้ผลแล้ว
>> แต่อันที่จริง ลิงในนิทานเรื่องนี้ ก็สอนอะไรเราได้มากมาย> จะว่าไปแล้วลิงในเรื่องนี้ก็คือ กระจกสะท้อนตัวเรานั่นเอง> ดังนั้นจึงไม่ควรผลีผลามหัวเราะเยาะลิง> เพราะนั่นจะเท่ากับหัวเราะเยาะตัวเองไปด้วย>> --> สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม
> พุทธัง สรณัง คัจฉามิ> ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ> สังฆัง สรณัง คัจฉามิ>> สรณะอื่น ไม่มี ชีวิตนี้เพื่อพระรัตนตรัย> ธรรมะสวัสดี
ความคิดเห็น