เด็กน้อยแห่งบ้านทุ่ง
จากเด็กน้อยคนหนึ่งแห่งบ้านทุ่ง รายล้อมไปด้วยทุ่งตาอย่างสุดลูกหูลูกตา ชะตาถูกพลิกพันนำพาเข้าสู่เมืองกรุง ด้วยความมุ่งหมายเพื่อเข้ามาศึกษาหาความรู้ในระดับปริญญาตรี นบ.รามคำแหง ด้วยความมุ่งหวังว่าจะนำความรู้ไปพัฒนาและช่วยเหลือบ้านเกิดที่จากมา
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาครบ 4 ปี ซึ่งเขาก็จบการศึกษาได้รับกระดาษใบน้อย (ประกาศนียบัตร)สมใจแล้ว เหตุใดเขาจึงไม่ได้กลับบ้านทุ่งที่จากมา
เพราะต้องการหน้าที่การงานที่ดี ต้องการมีรายได้มาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะต้องการความยอมรับจากคนในหมู่บ้าน หรือเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ก็เป็นเหตุให้เด็กน้อยต้องใช้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้อยู่ต่อไป เมืองหลวงที่ค่อยๆกลืนกินวัฒนธรรมของชาวชนบทไปทีละน้อยๆ จนแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นเด็กบ้านทุ่งอยู่เลย
การดำเนินชีวิตในเมืองหลวงแต่ละวันซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักร ที่ต้องมีกฎเกณฑ์ต่างๆมากมาย ดากเดื่อนไปด้วยกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แบบแผน อันเป็นที่ยอมรับของชาวเมือง การใช้ชีวิตในแต่ละวันต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบเหล่านั้น ต้องมีระเบียบวินัยสูง***ต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อมาทำงาน และกลับบ้านหลังเข็มนาฬิกาบอกเวลา 17.00 นาฬิกา เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ตลอดเวลาที่อยู่เมืองหลวง เด็กน้อยนั่งคิดหวนคิดถึงบ้านทุ่งที่เด็กน้อยจากมา นี่ก็เป็นเวลาเกือบ 10 ปี แล้วซินะ ที่เด็กน้อยจากมาด้วยความมุ่งหวังว่าจะเข้ามาศึกษาหาความรู้ แต่ทำไมเมื่อเด็กน้อยเล่าเรียนจบแล้ว จึงไม่ได้กลับบ้านทุ่ง(เพราะที่บ้านไม่มีงาน(ดีๆ)ให้ทำ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าก็ขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนว่าเป็นคนเลือกงานหรือเปล่า) แล้วความฝันที่จะมีบ้าน มีรถ เงินเดือนสูงๆ มีชื่อเสียงเกียรติยศในสังคม เข้าได้มาหรือยัง
ชีวิตในเมืองเหมาะกับเด็กน้อยคนนี้หรือไม่ เด็กน้อยนั่งถามตัวเองทุกครั้ง ที่เขานั่งอยู่กับตัวเองเพียงคนเดียว
และหากกลับบ้านทุ่ง เด็กน้อยจะไปทำงานอะไรดี และบรรดาหนี้สินที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาเองกับมือในช่วงตลอดเวลาที่ทำงานมาจนถึงปัจจุบันก็ 6 ปีแล้วจะจัดการกับมันอย่างไรดี
ด้วยเครื่องพันธนาการที่ผูกมัดตัวเด็กน้อยอย่างเหนียวแน่น จนเด็กน้อยรู้สึกว่าด้วยลำพังตัวเด็กน้อยเองเพียงคนเดียวช่างเป็นการยากเหลือเกิน ยากอย่างแสนสาหัสที่จะปลดปล่อยพันธนาการเหล่านี้ออกไปได้
แม้เด็กน้อยจะยังระลึกถึงบทคำสอนของครูผู้เคยพร่ำสอนในวัยเด็กว่า “ทุกปัญญาย่อมมีทางออก” ให้แยกปัญหาออกเป็นข้อเล็กๆน้อยๆ ค่อยๆแก้ที่ละอย่าง เหมือนกับการแก้เชือกที่ผูกปมอยู่ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงได้อย่างไม่ยากนัก
ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า เด็กน้อยคนนี้....ตอนนี้อายุเขาเท่าไรแล้ว ?
30 ปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา เด็กน้อยได้ทำความฝันอย่างไรไว้บ้างแล้ว ความฝันที่ยังดูมืดมน
แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เด็กน้อยก็อยากจะสลัดทุกๆสิ่งออกจากตัว เพื่อไปค้นหาอิสระที่แท้จริง แต่ด้วยภาระอันหนักอึ้งที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ ชีวิตจึงยังต้องดำเนินต่อไป....เดินออกห่างความฝันไปทุกๆก้าวที่ย่างเดิน
แล้วท่านหละช่วยชี้ทางให้กับเด็กน้อยคนนี้ทีได้ไหม? เด็กน้อยควรจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร?
จากเด็กน้อยแห่งบ้านทุ่ง
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาครบ 4 ปี ซึ่งเขาก็จบการศึกษาได้รับกระดาษใบน้อย (ประกาศนียบัตร)สมใจแล้ว เหตุใดเขาจึงไม่ได้กลับบ้านทุ่งที่จากมา
เพราะต้องการหน้าที่การงานที่ดี ต้องการมีรายได้มาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะต้องการความยอมรับจากคนในหมู่บ้าน หรือเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ก็เป็นเหตุให้เด็กน้อยต้องใช้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้อยู่ต่อไป เมืองหลวงที่ค่อยๆกลืนกินวัฒนธรรมของชาวชนบทไปทีละน้อยๆ จนแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นเด็กบ้านทุ่งอยู่เลย
การดำเนินชีวิตในเมืองหลวงแต่ละวันซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักร ที่ต้องมีกฎเกณฑ์ต่างๆมากมาย ดากเดื่อนไปด้วยกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แบบแผน อันเป็นที่ยอมรับของชาวเมือง การใช้ชีวิตในแต่ละวันต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบเหล่านั้น ต้องมีระเบียบวินัยสูง***ต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อมาทำงาน และกลับบ้านหลังเข็มนาฬิกาบอกเวลา 17.00 นาฬิกา เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ตลอดเวลาที่อยู่เมืองหลวง เด็กน้อยนั่งคิดหวนคิดถึงบ้านทุ่งที่เด็กน้อยจากมา นี่ก็เป็นเวลาเกือบ 10 ปี แล้วซินะ ที่เด็กน้อยจากมาด้วยความมุ่งหวังว่าจะเข้ามาศึกษาหาความรู้ แต่ทำไมเมื่อเด็กน้อยเล่าเรียนจบแล้ว จึงไม่ได้กลับบ้านทุ่ง(เพราะที่บ้านไม่มีงาน(ดีๆ)ให้ทำ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าก็ขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนว่าเป็นคนเลือกงานหรือเปล่า) แล้วความฝันที่จะมีบ้าน มีรถ เงินเดือนสูงๆ มีชื่อเสียงเกียรติยศในสังคม เข้าได้มาหรือยัง
ชีวิตในเมืองเหมาะกับเด็กน้อยคนนี้หรือไม่ เด็กน้อยนั่งถามตัวเองทุกครั้ง ที่เขานั่งอยู่กับตัวเองเพียงคนเดียว
และหากกลับบ้านทุ่ง เด็กน้อยจะไปทำงานอะไรดี และบรรดาหนี้สินที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาเองกับมือในช่วงตลอดเวลาที่ทำงานมาจนถึงปัจจุบันก็ 6 ปีแล้วจะจัดการกับมันอย่างไรดี
ด้วยเครื่องพันธนาการที่ผูกมัดตัวเด็กน้อยอย่างเหนียวแน่น จนเด็กน้อยรู้สึกว่าด้วยลำพังตัวเด็กน้อยเองเพียงคนเดียวช่างเป็นการยากเหลือเกิน ยากอย่างแสนสาหัสที่จะปลดปล่อยพันธนาการเหล่านี้ออกไปได้
แม้เด็กน้อยจะยังระลึกถึงบทคำสอนของครูผู้เคยพร่ำสอนในวัยเด็กว่า “ทุกปัญญาย่อมมีทางออก” ให้แยกปัญหาออกเป็นข้อเล็กๆน้อยๆ ค่อยๆแก้ที่ละอย่าง เหมือนกับการแก้เชือกที่ผูกปมอยู่ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงได้อย่างไม่ยากนัก
ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า เด็กน้อยคนนี้....ตอนนี้อายุเขาเท่าไรแล้ว ?
30 ปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา เด็กน้อยได้ทำความฝันอย่างไรไว้บ้างแล้ว ความฝันที่ยังดูมืดมน
แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เด็กน้อยก็อยากจะสลัดทุกๆสิ่งออกจากตัว เพื่อไปค้นหาอิสระที่แท้จริง แต่ด้วยภาระอันหนักอึ้งที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ ชีวิตจึงยังต้องดำเนินต่อไป....เดินออกห่างความฝันไปทุกๆก้าวที่ย่างเดิน
แล้วท่านหละช่วยชี้ทางให้กับเด็กน้อยคนนี้ทีได้ไหม? เด็กน้อยควรจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร?
จากเด็กน้อยแห่งบ้านทุ่ง
ความคิดเห็น