รวมข้อสอบเนติบัณฑิต

ข้อสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต
ข้อ 1. (30) นายแดงขายที่ดินให้นายดำ โดยมอบที่ดินและโฉนดที่ดินให้นายดำครอบครองเป็นเจ้าของแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันต่อมานายแดงคิดโกงนายดำ แจ้งความเท็จต่อพนักงานทิ่ดินว่าโฉนดหาย เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกใบแทนโฉนดให้ แล้วนายแดงนำไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้อื่น นายดำทราบเรื่อง ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ผลที่สุดพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจำเลยในข้อหาแจ้งความเท็จ ตามกฎหมายอาญา ม.137 นายแดงโกรธที่ถูกฟ้อง จึงใช้อาวุธยิงนายดำตายเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องอีกสำนวนหนึ่ง ข้อหาฆ่านายดำตายโดยเจตนา ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายขาวบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีแจ้งความเท็จ และนายเขียวบุตรของนายดำซึ่งเกิดแต่ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีฆ่านายดำ ทั้งสองสำนวน พนักงานอัยการกับนายแดงไม่คัดค้านคำร้อง
ให้ท่านวินิจฉัยว่านายขาวกับนายเขียวจะมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่
ตอบ ในคดีแจ้งความเท็จ สั่งยกคำร้องของนายขาวเพราะในวันเกิดเหตุที่นายแดงแจ้งความเท็จ นายดำซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและเป็นผู้ยึดถือโฉนดที่ดินยังมีชีวิตอยู่ นายดำจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของนายแดง และกรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.อาญา ม. 5 นายขาวจะดำเนินคดีแทนนายดำไม่ได้ แม้นายขาวจะเป็นบุตรและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินนั้นก็ตาม เพราะสิทธิฟ้องคดีอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ตกทอดมายังนายขาวผู้เป็นทายาททั้งที่ดินกับโฉนดก็เพิ่งตกทอดมาเป็นของนายขาวภายหลังวันที่นายแดงกระทำผิด นายขาวจึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องนายแดงนายข้อหาความผิดตาม ป.ม อาญา. ม 137 ที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ฟ้อง ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
ในคดีฆ่านายดำ มีคำสั่งอนุญาตให้นายเขียวเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เพราะแม้นายดำจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของนายเขียว แต่นายดำและนายเขียวต่างก็เป็นบิดาและบุตรกันตามความเป็นจริง เมื่อนายดำถูกนายแดงทำร้ายถึงตาย นายเขียวซึ่งเป็นบุตรย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนนายดำ หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตาม ป.วิ.อาญา ม. 3(2) , 5 (2) ทั้งนี้เพราะผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานตาม ม.5 (2) หมายถึงผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง
ข้อ 1. (31) นายขาวขับรถชนนายแดงถึงแก่ความตาย นายดำเป็นบุตรของนายแดงได้ยื่นฟ้องนายขาวเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย และมีกรณีดังต่อไปนี้เกิดขึ้น
ก. ร้อยตำรวจโทเขียวเป็นผู้สืบสวนสอบสวนคดีได้ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่คือจดคำพยานไม่ตรงกับคำให้การของพยานโดยไม่ชอบ เพื่อช่วยเหลือนายขาวมิให้ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลง ดังนี้ นายดำมีอำนาจฟ้องร้องนายร้อยตำรวจโทเขียวขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาได้หรือไม่
ข. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเหลืองเป็นจำเลย ฐานเบิกความเท็จในคดีอาญาเรื่องนายขาวขับรถชนนายแดงถึงแก่ความตาย นายดำจะยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่
ตอบ นายดำมีสิทธิจัดการแทนนายแดงบิดาได้ เพราะเป็นผู้สืบสันดานและนายแดงผู้เสียหายถูกทำให้ถึง
ตาย ตามวิอาญา ม. 5(2) และนายดำมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตามวิอาญา ม. 3(2)
ในกรณี ก. การกระทำของร้อยตำรวจโทเขียวเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบกระเทือนถึงผู้เสียหายในคดีอาญาข้อหาทำให้คนตายโดยประมาท นายดำจึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของร้อยตำรวจโทเขียวโดยตรง จึงมีอำนาจฟ้องร้อยตำรวจโทเขียวให้ลงโทษตามกฎหมายอาญาได้
ในกรณี ข. นายดำยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้เพราะผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีนี้โดยตรง คำเบิกความในข้อสำคัญของนายเหลืองจำเลยในคดีอาญา เรื่องนายขาวขับรถชนนายแดงถึงแก่ความตายย่อมกระทบกระเทือนถึงผลแห่งคดีแพ่งที่นายดำยื่นฟ้องไว้ โดยศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญานี้ ตามวิอาญา มาตรา 46
ข้อ 1. (32) พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ ศาลอนุญาต ครั้นวันนัดสืบพยาน โจทก์แถลงว่าไม่มีพยานมาศาล ไม่ทราบเหตุขัดข้อง ขอเลื่อนไปสักนัด ศาลสั่งตัดพยานโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ต่อไป ในวันนัดสืบพยานพนักงานอัยการโจทก์จะนำพยานเข้าสืบ จำเลยคัดค้านว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงไม่ชอบที่จะสืบพยานของพนักงานอัยการโจทก์ได้ หากโจทก์ร่วมผู้อุทธรณ์จะสืบพยานของโจทก์ร่วม จำเลยก็ไม่ขัดข้อง ดังนี้ ข้อคัดค้านของจำเลยจะฟังขึ้นหรือไม่
ตอบ แม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์ แต่ วิ.อาญา มาตรา 2 (14) ก็อธิบายคำว่า “ โจทก์ ” ไว้ว่า หมายถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหาย ซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่เมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน ดังนั้น โจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการจึงต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งตัดไม่สืบต่อไป พนักงานอัยการโจทก์จึงมีสิทธินำสืบพยานโจทก์ต่อไปได้ข้อคัดค้านของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ข้อ 1. (33) พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายจันทร์ว่าทำลายรั้วของนายอังคารเสียหาย นายอังคารได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาจำคุกนายจันทร์ 1 เดือน นายจันทร์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นายจันทร์ฎีกา ต่อมาศาลชั้นต้นตรวจฎีกาแล้วสั่งไม่รับอ้างว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง นายจันทร์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา ขอให้รับฎีกา ในระหว่างนั้นนายอังคารตายและนายพุธบิดาของนายอังคารยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอถอนคำร้องทุกข์ดังนี้ ศาลฎีกาจะสั่งคำร้องของนายพุธอย่างไร
ตอบ คดีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 358 เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุด การที่นายจันทร์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกาในระหว่างนั้นยังอยู่ในระยะเวลาที่จะฎีกาได้ ถือได้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด และโดยที่คดีฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เมื่อนายอังคารผู้เสียหายตาย สิทธิในการร้องทุกข์ย่อมตกทอดแก่นายพุธบิดาซึ่งเป็นทายาท นายพุธมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ เมื่อนายพุธขอถอนคำร้องทุกข์ในระหว่างที่นายจันทร์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาซึ่งถือได้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการจึงเป็นอันระงับ ตามประมวลกฎหมายวิ.อาญา มาตรา 39 (2) ศาลฎีกาต้องสั่งคำร้องของนายพุธว่า ให้จำหน่ายคดีของพนักงานอัยการเสีย
ข้อ 1. (34) พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ผู้เสียหายในเคหสถานเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป คือ 1. สลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งถูกรางวัล 200,000 บาท และถูกสลากกินรวบอีก 10,000 บาท 2. หนังสือสัญญากู้ยืมซึ่งจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายไป 5,000 บ โดยกล่าวในฟ้องด้วยว่าภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปรับเงินรางวัลทั้งสลากกินแบ่งและสลากกินรวบแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายอาญา มาตรา 335 และขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 20,000 บ เงินสลากกินรวบ 10,000 บ กับใช้เงินตามสัญญากู้ 5,000 บ แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ต่อสู้ว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิขอให้คืนเงินต่างๆ ดังกล่าว เช่นนี้ศาลจะพิพากษาเกี่ยวกับคำขอในส่วนเรียกเงินทั้งสามจำนวนนี้อย่างไร
ตอบ พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดในคดีลักทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ ตาม วิ.อาญา มาตรา 43 เงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 20,000 บ. ซึ่งจำเลยนำไปรับเงินแล้วนั้นถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยโดยตรง พนักงานอัยการมีสิทธิขอให้จำเลยคืนแทนผู้เสียหายได้ ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยคืนเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 20,000 บ. แก่ผู้เสียหาย
ส่วนเงินรางวัลสลากกินรวบ 10,000 บ. เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย ไม่อาจถือเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายทีสิทธิที่จะเรียกร้องคืนได้ พนักงานอัยการจึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนแทนผู้เสียหายได้ ศาลต้องพิพากษายกคำขอในส่วนนี้
เกี่ยวกับเงิน 5,000 บ. ที่ผู้เสียหายให้จำเลยกู้ไปตามสัญญากู้นั้น มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไป เนื่องจากการกระทำผิด เพราะทรัพย์สินที่สูญเสียไปเป็นหนังสือสัญญากู้ พนักงานอัยการจึงไม่มีสิทธิขอให้ใช้เงินตามสัญญากู้ 5,000 บ. แทนผู้เสียหาย ศาลต้องพิพากษายกคำขอในส่วนนี้เช่นกัน
ข้อ 1. (35) กรณีดังต่อไปนี้ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนหรือไม่
1. นางลินดาจ่ายเช็คให้นางมยุราเพื่อชำระหนี้ นางมยุรานำเช็คไปขึ้นเงินแต่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน นางมยุราจึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า ขอแจ้งเรื่องของนางลินดาจ่ายเช็คไม่มีเงินไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันไม่ให้คดีขาดอายุความนางมยุราขอเวลาติดตามทวงถามหนี้รายนี้ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากนางลินดายังไม่ชำระจึงจะมามอบให้ตำรวจดำเนินคดีกับนางลินดาตาม กฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 2497 ต่อไป ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานดังกล่าวมาแล้ว
2. นางสาวเปียงามไปแจ้งความต่อนายสำลีผู้ใหญ่บ้านว่า ถูกนายตี๋ข่มขืนกระทำชำเรา แต่จะขอรอดูไปก่อน ถ้านายตี๋เลิกกระทำเช่นนั้นก็จะไม่เอาเรื่อง ถ้าย้อนกลับมาทำเช่นนั้นอีกก็จะต้องเอาเรื่อง ต่อมานายสำลีนำนางสาวเปียงามไปพบตำรวจ นางสาวเปียงามเกิดความอายไม่กล้าแจ้งความต่อตำรวจ
ตอบ ความผิดอาญาว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คก็ดี ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็ดี ตามปัญหาเป็นความผิดต่อส่วนตัว ตามกฎหมายวิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนคดีความผิดต่อส่วนตัวเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ และคำร้องทุกข์นั้น ผู้เสียหายจะต้องกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ตาม มาตรา 2(7) แต่ทั้งสองกรณีนี้ยังไม่ได้ความว่าผู้เสียหายมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่อย่างใด กรณีแรกเพียงแจ้วไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ผู้เสียหายขอเวลาไปติดตามทวงถามด้วยตนเองก่อน ส่วนกรณีหลังผู้เสียหายก็ยังไม่ติดใจเอาเรื่อง ถ้านายตี๋ไม่ย้อนกลับมาทำกับผู้เสียหายอีก ฉะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามระเบียบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2(7) ดังกล่าวแล้ว
เมื่อยังไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อสวนตัวทั้งสองกรณีนี้ ตามวิ.อาญา มาตรา 121 ว.2
ข้อ 1. (36) นายชายเป็นผู้เยาว์ ถูกนางหญิงฉ้อโกง เหตุเกิดที่จังหวัดลำปาง นายใหญ่บิดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของนายชายเป็นผู้ร้องทุกข์แทนนายชายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาของนายชายและนางหญิง ให้ดำเนินคดีกับนางหญิงในความผิดอาญาที่ยอมความกันได้ภายในอายุความ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนางหญิง นายชายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเองโดยให้ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมเป็นหนังสือ ให้วินิจฉัยว่าการร้องทุกข์และการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายชายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตอบ โดยที่นายชายผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ นายใหญ่ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม จึงมีอำนาจจัดการร้องทุกข์แทนนายชายได้ตาม วิ.อาญา มาตรา 3 และ 5 และไม่ต้องร้องทุกข์กับพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวน เป็นหน้าที่ของผู้รับคำร้องทุกข์ ต้องส่งคำร้องทุกข์ไปยังพนักงานสอบสวน ตามวิ. อาญา มาตรา 124 เมื่อเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจึงเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ส่วนนายชายจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้น ตาม วิ.อาญา มาตรา 3, 5 และ 6 ต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม ฉะนั้น นายชายผู้เยาว์ถึงแม้จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายใหญ่ ผู้แทนโดยชอบธรรมแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้
ข้อ 1. (37) นายเอกออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลำปาง จำนวน 80,000 บ. ชำระหนี้แก่นายโทที่อำเภอเมือง นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนดนายโทนำเช็คไปขึ้นที่ธนาคาร ธนาคารตามเช็คซึ่งตั้งอยู่จังหวัดลำปาง ปฎิเสธการจ่ายเงิน ต่อมา 3 วัน นายเอกนำเงินชำระให้นายโท 50,000 บ. แต่นายโทไม่คืนเช็คให้นายเอก หลังจากนั้นอีก 7 วัน นายโทร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนอำเภอเมืองนครสวรรค์ ให้ดำเนินคดีเรื่องเช็คกับนายเอก โดยอ้างว่านายเอกออกเช็คให้นายโทที่จังหวัดนครสวรรค์ พนักงานสอบสวนอำเภอนครสวรรค์สอบสวนแล้วส่งสำนวนให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค นายเอกให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ต่อสู้ว่าความผิดเรื่องเช็คเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฎิเสธการใช้เงินในท้องที่จังหวัดลำปาง พนักงานสอบสวนอำเภอเมืองนครสวรรค์ ไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งนายเอกได้ชำระเงินตามเช็คแก่นายโทเป็นส่วนใหญ่ถือได้ว่าคดีมีกายอมความกันแล้ว ดังนี้ ศาลจังหวัดนครสวรรค์จะพิพากษาคดีนี้อย่างไร
ตอบ ความผิดจากการใช้เช็ค การกระทำเริ่มแต่การออกเช็ค และเป็นความผิดสำเร็จเมือธนาคารได้ปฎิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นความผิดต่อเนื่องตาม วิ.อาญา มาตรา 19(3) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา 9 ว.2 และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องต่อศาลในท้องที่ที่ทำการสอบสวนได้ตาม มาตรา 22(1) ดังนั้น เมื่อนายเอกอ้างว่าออกเช็คชำระหนี้แก่นายโทที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังนครสวรรค์แม้ธนาคารที่ปฎิเสธการจ่ายเงินจะตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปางก็ตาม พนักงานสอบสวนอำเภอเมืองสวรรค์ย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา 18 และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ในท้องที่ที่ทำการสอบสวนได้ ส่วนที่นายเอกชำระเงินตามเช็คให้นายโทบางส่วนเป็นเงิน 50,000 บ. ยังคงค้างชำระอยู่ 30,000 บ. แต่นายโทไม่คืนเช็คให้นายเอกนั้นเห็นได้ว่านายโทไม่ประสงค์ให้คดีอาญาระงับถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา 39(2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของอัยการไม่ระงับ เมื่อนายเอกให้การรับสารภาพศาลจังหวัดนครสวรรค์ต้องพิพากษาว่านายเอกมีความผิดตามฟ้องและลงโทษนายเอก
ข้อ 1. (38) นายชาญร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายเชิดและนายชูกล่าวหาว่านายเชิดบุกรุกที่ดินและร่วมกับนายชูลักทรัพย์ของนายชาญในที่ดินดังกล่าว นายเชิดและนายชูยอมรับกับพนักงานสอบสวนต่อหน้านายชาญว่าได้กระทำผิดตามข้อหา และได้ให้พนักงานสอบสวนบันทึกข้อตกลงกันไว้ในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวัน ดังนี้
“นายเชิดและนายชูยอมชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทผิดฐานลักทรัพย์ให้นายชาญ เป็นเงิน 10,000 บ. เรียบร้อยแล้ว และนายเชิดยอมออกจากที่ดินพิพาทภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันบันทึกข้อตกลงนี้ มิฉะนั้นนายเชิด ยอมให้นายชาญดำเนินคดีต่อไปตามกฎหมาย:
หลังจากครบกำหนดสามเดือน นายเชิดก็ยังคงครอบครองที่พิพาทตลอดมาไม่ยอมออกไปตามข้อตกลง ดังนี้ พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีฐานบุกรุกและลักทรัพย์กับนายเชิดและนายชูได้เพียงใด
ตอบ 1. กรณีข้อหาว่านายเชิด บุกรุกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้นั้น แม้จะปรากฎข้อตกลงกันตามบันทึกในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันว่านายชาญยอมผ่อนผันให้นายเชิดออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกำหนดสามเดือนก็ตามก็เป็นเพียงการรอการดำเนินคดีไว้เท่านั้น หากนายเชิดไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงก็ยอมให้ดำเนินคดีต่อไป หาใช่นายชาญยินยอมไม่เอาความกับนายเชิดต่อไปแต่ประการใดไม่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันอันจะเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม มาตรา 39(2) ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับนายเชิดในความผิดฐานบุกรุกได้ต่อไป
2. กรณีข้อหาว่านายเชิดและนายชูร่วมกันลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินนั้น จะยอมความกันหาได้ไม่ แม้นายเชิดและนายชูจะได้ชำระค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานนี้ให้กับนายชาญแล้วก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับนายเชิดและนายชูในความผิดฐานลักทรัพย์ต่อไปได้
ข้อ 1. (39) พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังนายแสงในข้อหาปล้นทรัพย์ ศาลอนุญาต ต่อมานายสายื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนายแสง ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเมื่อพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังต่อในครั้งที่ 2 ครั้นครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 5 นายสานำตัวนายแสงมาส่งไม่ได้ตามนัด โดยยื่นคำร้องอ้างเหตุว่านายแสงหลบหนีประกัน ซ่อนตัวอยู่บ้านเลขที่ 60/3 ซอยเพชรเกษม 30 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับนายแสงและออกหมายค้นบ้านหลังดังกล่าวเพื่อนำตัวมาศาล พร้อมทั้งขอผัดส่งตัวนายแสงไว้จนกว่าจะจับตัวได้ ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องนี้อย่างไร
ในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังนายแสงต่อไปอีก 12 วัน เป็นครั้งที่ 6 ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการและมีคำสั่งประการใด เมื่อยังไม่ได้ตัวนายแสงมาศาล
ตอบ นายสาจะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับหรือหมายค้นในกรณีนี้หาได้ไม่ เพราะกฎหมายวิ.อาญา มาตรา 117 ผู้ทำสัญญาประกันอาจขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุดให้จับนายแสง ถ้าไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ทัน ก็ให้มีอำนาจจัดการเองได้ แล้วส่งตัวไปยังพนักงายฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่ใกล้ที่สุด และให้พนักงานนั้นรับส่งตัวไปยังศาลได้อยู่แล้ว
การที่นายสาขอผัดส่งนายแสงต่อศาลชั้นต้นโดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาอันสมควรว่าจะส่งเมื่อใด เป็นการขาดความรับผิดชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งยกคำร้องของนายสาเสีย ถือได้ว่านายสาผิดสัญญาประกัน และสั่งปรับตามสัญญาประกัน ตาม วิ.อาญา มาตรา 119 แล้ว สั่งให้ออกหมายจับตัวนายแสงตาม มาตรา 58(2) 66 (3) ต่อไป
เมื่อพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังนายแสงต่อไป แม้ตัวผู้ต้องหาหลบหนีไป ถือได้ว่าตัวอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว เพราะศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไป ศาลชั้นต้นต้องดำเนินตามวิ.อาญา มาตรา 87 (ฉบับที่ 14) มาตรา 3 เนื่องจากเป็นการขอฝากขังต่อครั้งที่ 6 ศาลต้องทำการไต่สวนจนเป็นที่พอใจว่าพนักงานสอบสวนมีเหตุจำเป็นที่จะขอฝากขังต่อไปอีกได้หรือไม่เพียงใด แล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่ตามความจำเป็นที่ได้ความตามทางไต่สวน
ข้อ 1. (40) นางสาวรองตกลงสมรสกับนายลวงโดยไม่ทราบว่านายลวงได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายกับนางเอกพี่สาวของนางรองเองไว้ก่อนแล้ว นายลวงตอบคำถามนายรอดนายทะเบียนซึ่งเป็นพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ว่า ยังไม่เคยสมรสกับผู้ใดมาก่อน นายรอดจึงได้จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในทะเบียนสมรส อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ดังนี้ นางสาวรอง จะเป็นโจทก์ฟ้องนายลวงในความผิดฐานแจ้วความเท็จ และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และนางเอกจะเป็นโจทก์ฟ้องนายลวงในความผิดฐานแจ้งความเท็จเช่นกันได้หรือไม่
ตอบ ทั้งนางสาวรองและนางเอก ต่างมิได้ร่วมกระทำผิดกับนายลวงจึงเป็นผู้เสียหายตาม วิ.อาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องนายลวงได้ทั้งสองกรณี ตาม วิ.อาญา มาตรา 28(2) เนื่องจากนายลวงให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน ถือว่านางสาวรองเป็นผู้ได้รับความเสียหาย เพราะตกอยู่ในฐานะหญิงมีสามีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากผลการกระทำผิดของนายลวง และการกระทำของนายลวงกระทบกระเทือนฎหมายจากผลการกระทำผิดของนายลวง และการกระทำของนายลวงกระทบกระเทือนถึงฐานะบุคคลของนางเอก ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสไว้กับนายลวงก่อนแล้ว และเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิรับมรดกอยู่ก่อนแต่ผู้เดียว นางเอกจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และได้รับความเสียหายในกรณีที่เกิดขึ้นโดยตรง
ข้อ 1. (41) นายประสิทธิผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความให้ดำเนินคดีแก่นายประสาทคดีหนึ่งและนายประสานอีกคดีหนึ่งกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม พรบ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พนักงานสอบสวนได้บันทึกคำแจ้งความไว้ ดังนี้
1. คดีแรก ผู้แจ้งจึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ทำการสอบสวนดำเนินคดีกับนายประสาทในข้อหาออกเช็ค โดยมีเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นจนคดีถึงที่สุดเพื่อประสงค์จะให้นายประสาทได้รับโทษตามกฎหมาย แต่ผู้แจ้งขอรับเช็คของกลางคืนไปดำเนินการฟ้องร้องนายประสาทในทางศาลเอง โดยไม่ขอมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแต่อย่างไร
2. คดีหลัง ผู้แจ้งจึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับนายประสานผู้สั่งจ่ายเช็คตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ในชั้นนี้ขอรับเช็คของลางไปเก็บรักษาไว้เพื่อจะได้ติดต่อกับผู้สั่งจ่ายอีกทางหนึ่
ตอบ 1. การที่นายประสิทธิได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนภานในอายุความแม้บันทึกแจ้งความจะมีข้อความว่า มาร้องทุกข์เพื่อประสงค์จะให้ดำเนินคดีกับนายประสาทให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนคดีถึงที่สุดก็ตามแต่ก็มีข้อความต่อไปว่าโดยยังไม่ขอมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป จนเห็นเตนาของนายประสิทธิ์ผู้แจ้งได้ว่าในขณะที่แจ้งความนั้นไม่ประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายประสาท เพราะข้อความที่ผู้แจ้งขอรับเช็คคืนไปดำเนินการฟ้องร้องนายประสาทในทางศาลเองโดยไม่ขอมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินแต่อย่างไดนั้น เท่ากับเน้นให้เห็นเจตนาของนายประสิทธิ์ผู้แจ้งว่า ไม่ประสงค์ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดำเนินคดีกับนายประสาทต่อไป คำแจ้งความดังกล่าวจึงไม่ใช่คำร้องทุกข์ตาม วิ.อาญา ม. 2 (7) คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อคำแจ้งความมิใช่คำร้องทุกข์ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับนายประสาทตามวิ.อาญา 121 ว.2
2. ข้อความในบันทึกคำแจ้งความที่ว่า จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับนายประสานผู้สั่งจ่ายเช็คตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น ถือได้ว่าเป็นคำแจ้งความร้องทุกข์โดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษการขอรับเช็คของกลางคืนไปเก็บรักษาไว้เพื่อจะได้ติดต่อกับผู้สั่งจ่ายอีกทอดหนึ่งมิใช่ข้อความที่ยังไม่มอบคดีให้ จึงถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามกฎหมายในอายุความ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับนายประสานตาม ม. 121 ว.2
ข้อ 1. (42) นายหนึ่งได้หมิ่นประมาทนายสองทางหนังสือพิมพ์รายวันซึ่งวางจำหน่ายทั่วประเทศ นายสองได้ร้องทุกข์มอบคดีในการกระทำนั้นให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอเมืองสงขลา และอำเภอเมืองภูเก็ต ดำเนินการทั้งนี้โดยนายสองต้องการให้นายหนึ่งตกเป็นจำเลยของพนักงานสอบสวนหลายๆ ศาล ซึ่งพนักงานสอบสวนแต่ละแห่งได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับตัวนายหนึ่งผู้ต้องหา นายหนึ่งได้ทราบว่านายสองได้ร้องทุกข์ไว้หลายแห่ง โดยมีเจตนาดังกล่าว จึงได้มาปรึกษาท่าน ให้ท่านแนะนำข้อกฎหมายแก่นายหนึ่ง
ตอบ หลักกฎหมายทั่วไปประการหนึ่งมีว่า บุคคลจักต้องไม่ถูกดำเนินการให้เป็นผลร้ายหลายครั้ง ด้วยเหตุแห่งการกระทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งหมายความว่ารัฐจะดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลใดเป็นการซ้ำซ้อนสำหรับการกระทำความผิดครั้งเดียวกันของเขาไม่ได้ การที่นายสองนำเรื่องที่ถูกนายหนึ่งหมิ่นประมาททางหนังสือพิมพ์เพียงครั้งเดียวไปร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนหลายจังหวัดดำเนินการเพื่อต้องการให้นายหนึ่งตกเป็นจำเลยในหลายๆ ศาลย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายดังกล่าว แม้พนักงานสอบสวนแต่ละแห่งจะได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว ก็ไม่อาจดำเนินคดีกับนายหนึ่งซ้ำซ้อนได้อันจะเป็นเหตุให้นายหนึ่งต้องได้รับความเดือดร้อนหลายครั้งเพราะเหตุแห่งการหมิ่นประมาทครั้งเดียวได้
ข้อ 1. (43) คดีแพ่งเรื่องหนึ่งนายขาวโจทก์ชนะคดี นายแดงจำเลยได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฎีกา โดยแสดงหลักทรัพย์เท็จต่อศาล ศาลหลงเชื่อได้รับหลักทรัพย์นั้นไว้เป็นประกัน นายขาวโจทก์ก็ทราบเรื่องจึงฟ้องนายแดงฐานแจ้งความเท็จ ดังนี้ นายขาวเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่
2. นายดำกู้เงินายเขียว 800,000 บาท โดยมอบใบทะเบียนเรือให้นายเขียวยึดถือไว้ ต่อมานายดำไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าทะเบียนเรือหายพนักงานสอบสวนจึงออกหลักฐานการแจ้งหายให้นายดำไป นายดำนำหลักฐานการแจ้งหายไปขอใบทะเบียนเรือใหม่ แล้วนำใบทะเบียนเรือที่ได้รับใหม่ไปโอนขายเรือให้ผู้อื่นต่อไป นายเขียวจึงฟ้องนายดำฐานแจ้งความเท็จ ดังนี้ นายเขียวเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องร้องหรือไม่
ตอบ กรณีข้อ 1 การที่นายแดงขอทุเลาการบังคับ แล้วแสดงหลักทรัพย์เท็จต่อศาล จนศาลหลงเชื่อ ถือว่านายขาวได้รับความเสียหายแล้วเพราะหากมีการต้องบังคับคดีนายขาวก็จะไม่สามารถบังคับคดีเอาจากหลักประกันได้ ดังนั้น นายขาวจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงฐานแจ้งความเท็จตามกฎหมายอาญา ม. 137 ได้
2. กรณีตาม ข้อ 2 การที่นายดำแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่าทะเบียนเรือหาย เห็นได้ว่าเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงาน และคำแจ้งความมิได้แจะจงกล่าวถึงนายเขียวอันจะถือได้ว่านายเขียวได้รับความเสียหายโดยตรงแต่อย่างใดนาวเขียวจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องให้ลงโทษนายดำฐานแจ้งความเท็จตามกฎหมายอาญา ม. 137 ได้
ข้อ 1. (44) นายผันออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตท้องที่ตำรวจภูธร อำเภอเมืองชลบุรี มอบให้นายผินผู้รับเงินในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองฉะเชิงเทราเป็นการชำระหนี้ ต่อมานายผินสลักหลังโอนเช็คนั้นให้นายโผนในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม นายโผนจึงนำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารดังทีได้ระบุชื่อในเช็คปฎิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค อันเป็นความผิดตาม พรบ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ดังนี้ ถ้านายผินและนายโผนไปแจ้งความให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามรับคดีไว้เพื่อทำการสอบสวนดำเนินคดีนี้ต่อนายผันภายในอายุความพนักงานสอบสวนดังกล่าวจะมีอำนาจรับคำแจ้งความของบุคคลทั้งสองไว้เพื่อให้มีการสอบสวนดำเนินคดีนี้ได้เพียงใดหรือไม่
ตอบ นายผินสลักหลังโอนเช็คไปก่อนธนาคารปฎิเสธการใช้เงินไม่เป็นผู้เสียหาย ส่วนนายโผนผู้ทรงเช็คในขณะธนาคารปฎิเสธการใช้เงินนั้นย่อมเป็นผู้เสียหาย
คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อนายผินไม่เป็นผู้เสียหาย คำแจ้งความของนายผินจึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจชนะสงครามจึงหามีอำนาจรับคำแจ้งความดังกล่าวไว้เพื่อดำเนินคดีกับนายผันได้ไม่ ทั้งนี้ตาม วิ.อาญา ม. 121 ว. 2 ประกอบ ม. 2(7)
ส่วนการแจ้งความของนายโผนผู้เสียหายนั้นเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายดังกล่าว พนักงานสอบสวนชนะสงครามท้องที่ที่มีการโอนเช็คนั้นมิใช่ท้องที่ที่มีความผิดต่อเนื่องในคดีนี้ได้เกิดขึ้น ตาม ม. 19(3) จึงไม่มีอำนาจสอบสวน แต่มีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์นั้นไว้ตาม ม.124 ว.2 ,3 คือจัดการส่งคำร้องทุกข์เป็นหนังสือจัดการให้นายโผนผู้เสียหายในกรณีร้องทุกข์ด้วยปากไปยังพนักงานสอบสวนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ท้องที่ที่มีการออกเช็ค หรือพนักงานสอบสวนชลบุรี ท้องที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงินตามเช็คอยู่ในเขตอำนาจ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน เพราะความผิดเกิดต่อเนื่องตาม ม. 19(3) (ข) ท้องที่หนึ่งท้องที่ใดเพื่อทำการสอบสวนดำเนินคดีต่อนายผันต่อไป
ข้อ 1. (45) นายผินกับนางผันเป็นสามีภรรยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชายโผน อายุ 10 ปี ต่อมา นายผิน ถูกนายผ่อน ขับรถชนถึงแก่ความตาย เช่นนี้
1. นายผันในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายโผน จะมีอำนาจฟ้องนายผ่อนในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่
2. ถ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายผ่อนในข้อหาดังกล่าวในข้อหาดังกล่าวข้างต้นและนางผันยินยอมให้เด็กชายโผนเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการแล้ว เด็กชายโผนจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่
ตอบ 1. เด็กชายโผนผู้สีบสันดานตามความเป็นจริงของนายผินเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม วิ.อาญา ม. 5 (2) แต่เด็กชายโผนเป็นผู้เยาว์จะต้องดำเนินคดีโดยผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ม. 5(1) นางผัน มารดาของเด็กชายโผนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายโผน จึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายโผน ย่อมมีอำนาจฟ้องนายผ่อนข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแทนเด็กชายโผนได้
2. เด็กชายโผนเป็นผู้เยาว์ จะฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม การเข้าเป็นโจทก์ร่วมถือว่าเป็นการฟ้องคดีแม้เด็กชายโผนจะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม การเข้าเป็นโจทก์ร่วมถือว่าเป็นการฟ้องคดีแม้เด็กชายโผนจะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้
ข้อ 1. (46) นายร้ายลักโทรศัพท์ของนายขาวไป นายขาวจึงไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่านายดำได้ครอบครองโทรศัพท์ของนายขาวจึงได้จับกุมนายดำและยึดโทรศัพท์เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่านายดำกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ นายดำให้การปฎิเสธ ในชั้นพนักงานอัยการ พนักงานอัยการมีความเห็นว่านายดำอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจทก์โดยมิได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหารับของโจรเพิ่มเติม นายดำให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานรับของโจรเพราะไม่มีการสอบสวนในความผิดดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายดำฟังขึ้นหรือไม่
ตอบ ตามข้อเท็จจริงนายดำอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เมื่อจับกุมนายดำพนักงานสอบสวนได้สอบสวนการกระทำของนายดำและแจ้งข้อหาแก่นายดำแล้ว การแจ้งข้อหาตามวิ.อาญา ม. 134 นั้น มิได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด แม้จะแจ้งข้อหาหนึ่ง แต่ปรากฎว่าจำเลยอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานอื่นด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานอื่นนั้นด้วยแล้ว ดังนั้น แม้ชั้นแรกพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาลักทรัพย์ แต่เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่านายดำอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานรับของโจรด้วย ก็ถือว่าได้มีการสอบสวนในข้อหารับของโจร ตามวิ.อาญา ม. 120 แล้ว แม้จะมิได้แจ้งข้อหารับของโจรเพิ่มเติมก็ตาม พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องนายดำในข้อหารับของโจรด้วยได้ข้อต่อสู้ของนายดำฟังไม่ขึ้น
ข้อ 1. (47) คดีอาญาเรื่องหนึ่ง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเฉียวกับนายตรีในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและข้อหาหลบหนี้ไม่แจ้งเหตุ ศาลฟังข้อเท็จจริงว่านายเฉี่ยวจำเลยเป็นลูกจ้างของนายเฉย วันเกิดเหตุนายเฉี่ยวได้ขับรถยนต์กระบะของนายเฉยซึ่งประกันภัยไว้บริษัทฉุน จำกัด ไปชนกับรถบรรทุกสิบล้อของนายเอกซึ่งประกันภัยไว้กับบริษัท โท จำกัด และมีนายตรีเป็นผู้ขับได้รับความเสียหายและเป็นเหตุทำให้นายจัตวาซึ่งนั่งมาในรถได้รับอันตรายสาหัส แล้วหลบหนีไป พิพากษานายเฉี่ยวในความผิดข้อหาหลบหนีไม่แจ้งเหตุตาม พรบ.จราจรทางบก ส่วนความผิดข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส พิพากษายกฟ้อง เพราะพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่านายเฉี่ยวขับรถโดยความประมาทด้วย คดีถึงที่สุด ดังนี้ ถ้าบริษัท โท จำกัด ซึ่งรับช่วงสิทธิจากนายเอกมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายเฉี่ยว นายเฉย และบริษัทฉุน จำกัด แต่บุคคลทั้งสามอ้างว่าศาลพิพากษาในคดีอาญาถึงที่สุดแล้วว่านายเฉี่ยวไม่มีความผิด คำพิพากษาจึงผูกพัน บริษัท โท จำกัด จะฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้ ข้ออ้างของนายเฉี่ยว นายเฉย และ บริษัทฉุน จำกัด รับฟังได้หรือไม่
ตอบ วิ.อาญา ม. 46 กำหนดว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จึงจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ว่า คดีทั้งสองจะต้องมีมูลกรณีเดียวกัน เป็นคู่ความเดียวกันและคำพิพากษาคดีส่วนอาญาต้องถึงที่สุดแล้วสำหรับในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้นคู่ความในคดีส่วนแพ่งจะต้องเป็นผู้เสียหายอยู่ในคดีส่วนอาญาด้วย กรณีตามปัญญาบริษัท โท จำกัด คดีนี้ไม่ใช่คู่ความหรือผู้เสียหายในคดีอาญา จึงถือไม่ได้ว่าคดีทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพัน บริษัท โท จำกัด โจทก์ ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันใหม่ในคดีนี้ ดังนั้น ข้ออ้างของนายเฉี่ยว นายเฉย และบริษัท ฉุน จำกัด ที่ว่าคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า นายเฉี่ยวไม่มีความผิด จึงรับฟังไม่ได้
ข้อ 1. (48) นายชิดและนางชอบเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มี บุตร 1 คน คือนายชัย นายชัยได้นางเชื้อเป็นภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นายชิดและนางสงสารนางเชื้อจึงยอมจดทะเบียนรับนางเชื้อเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานายชัยขับรถยนต์ไปค้าขายกับนายชิด และด้วยความประมาทไปตัดหน้ารถยนต์ของนายดำเป็นเหตุให้นายชิดและนายชัยถึงแก่ความตาย
ดังนี้ นางชอบและนางเชื้อจะมีอำนาจฟ้องนายดำและนายแดงเป็นคดีอาญาได้หรือไม่
ตอบ การที่นายดำและนายแดงขับรถยนต์แข่งกันมาด้วยความเร็วบนถนนหลวง แม้จะเป็นความผิดตาม พรบ. จราจร แต่ความผิดตาม พรบ. ดังกล่าวรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีอาญาในความผิดตาม พรบ. ดังกล่าวได้ แต่การกระทำของนายดำและนายแดงที่ขับรถยนต์แข่งกันมาด้วยความเร็วแล้วเกิดชนกับรถยนต์ที่นายชัยขับ เป็นเหตุให้นายชิดถึงแก่ความตาย เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามกฎหมายอาญา ม. 291 นางชอบซึ่งเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชิดจึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนนายชิดผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องนายดำและนายแดงในความผิดดังกล่าวได้ตาม วิ.อาญา ม. 2(4) , 5 (2) ส่วนนางเชื้อแม้จะเป็นบุตรบุญธรรมของนายชิด แต่ก็ไม่ใช่ผู้สืบสันดานตาม วิ.อาญา ม. 5(2) จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนนายชิดผู้เสียหายที่จะฟ้องนายดำและนายแดงได้ ส่วนนายชัยนั้น ปรากฎว่ามีส่วนประมาทในความผิดดังกล่าวด้วย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม วิ.อาญา ม. 2 (4) นางชอบซึ่งเป็นมารดาและนางเชื่อซึ่งเป็นภรรยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายดำและนายแดงแทนนายชัยในความผิดดังกล่าวได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อัจฉริะยะสร้างได้